วันแม่

posted on 24 Jun 2008 14:17 by om0019-2530
ความเป็นมาของวันแม่
          ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
          สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง          ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา

          เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
          นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , , ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดัง  เช่น                                                                                                                           ภาษาไทย แม่   ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า    ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)    ภาษาอังกฤษ mom , mam   ภาษาโซ่ ม๋เปะ   ภาษามุสลิม มะ  ภาษาไทใต้คง เม  

 

เพลงกล่อมเด็ก 

          เป็นเพลงที่มีเนื้อความสั้น ๆ ร้องง่าย ชาวบ้านในอดีตมักร้องกันได้ เนื่องจากได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เกิด คือได้ฟังพ่อแม่ร้องกล่อมตนเอง น้อง หลาน ฯลฯ เมื่อมีลูกก็มักร้องกล่อมลูก จึงเป็นเพลงที่ร้องกันได้เป็นส่วนมาก เราจึงพบว่าเพลงกล่อมเด็กมีอยู่ทุกภูมิภาคของไทย และเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย ซึ่งหากศึกษาจะพบว่า           1.เพลงกล่อมเด็กมีหน้าที่กล่อมให้เด็กหลับโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นเพลงที่มีทำนองฟังสบาย แสดงความรักใคร่ห่วงใยของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก
          2.
เพลงกล่อมเด็กมีหน้าที่แอบแฝงหลายประการ อาทิ
                    -
การสอนภาษา เพื่อให้เด็กออกเสียงต่าง ๆ ได้โดยการหัดเลียนเสียง และออกเสียงต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น                    -ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ การดำเนินชีวิต การทำมาหากินของสังคมตนเอง การสร้างค่านิยมต่าง ๆ รวมทั้งการระบายอารมณ์และความในใจของผู้ร้อง          นอกจากนี้พบว่า ส่วนมากแล้วเพลงกล่อมเด็ก มักมีใจความแสดงถึงความรักใคร่ห่วงใยลูก ซึ่งความรักและความห่วงใยนี้ แสดงออกมาในรูปของการทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเก็บเด็กไว้ใกล้ตัว           บทเพลงกล่อมเด็กจึงเป็นบทเพลงที่แสดงอารมณ์ ความรักความผูกพันระหว่างแม่-ลูก ซึ่งแต่ละบทมักแสดงถึงความรักความอาทร ทะนุถนอม ที่แม่มีต่อลูกอย่างซาบ

นกเขาขันนกเขาเอย ขันแต่เช้าไปจนเย็น     ขันไปให้ดังแม่จะฟังเสียงเล่น เนื้อเย็นเจ้าคนเดียวเอย กาเหว่ากาเหว่าเอย ไข่ให้แม่กาฟัก                   แม่กาหลงรัก คิดว่าลูกในอุทรคาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน     ปีกหางเจ้ายังอ่อน สอนร่อนสอนบินแม่กาพาไปกิน ที่ปากน้ำแม่คงคา     ตีนเหยียบสาหร่าย ปากก็ไซ้หาปลากินกุ้งกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา     กินแล้วบินมา จับต้นหว้าโพธิทองนายพรานเห็นเข้า เยี่ยมเยี่ยมมองมอง     ยกปืนขึ้นส่อง หมายจ้องแม่กาดำตัวหนึ่งว่าจะต้ม ตัวหนึ่งว่าจะยำ               แม่กาตาดำ แสนระกำใจเอย
วัดโบสถ์วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นข้าวโพดสาลีลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากเอาตัวหนีข้าวโพดสาลี ต่อแต่นี้จะโรยรานอนไปเถิดนอนไปเถิดแม่จะกล่อม นวลละม่อมแม่จะไกวทองคำแม่อย่าร่ำไห้ สายสุดใจเจ้าแม่เอยเจ้าเนื้อละมุนเจ้าเนื้อละมุนเอย เจ้าเนื้ออุ่นเหมือนสำลีแม่มิให้ผู้ใดต้อง เนื้อเจ้าจะหมองศรีทองดีเจ้าคนเดียวเอยเจ้าเนื้ออ่อนเจ้าเนื้ออ่อนเอย อ้อนแม่จะกินนมแม่จะอุ้มเจ้าออกชม กินนมแล้วนอนเปลเอย 

Comment

Comment:

Tweet

"อย่าคิดที่จะทำดี และให้ความสำคัญต่อแม่ของคุณ

เพียงแค่เพราะวันนี้เป็นวันแม่เท่านั้น!!"

"จงรู้ไว้ว่าไม่ว่าวันไหน คุณก็สามารถบอกรักแม่คุณได้

ไม่ว่าจะด้วยคำพูด หรือการกระทำ"

#9 By นักเลง (221.27.6.201) on 2009-08-11 21:22

เก่งมาก
big smile

#8 By (202.142.192.242) on 2008-08-01 13:07

#7 By เอ่ะเนระพ (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:57

#6 By เอ่ะเนระพ (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:57

#3 By (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:56

#4 By (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:56

#5 By (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:56

#2 By (203.113.17.169) on 2008-08-01 08:56

iloveyou

#1 By (58.10.143.145) on 2008-07-31 09:20